ไมโครชิพสัตว์เลี้ยงคืออะไร และทำงานอย่างไร?
ไมโครชิพ คือ ชิพที่ฝังสำหรับยืนยันตัวตนสำหรับสัตว์เลี้ยง โดยมีขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าว และบรรจุรหัสเฉพาะ 15 หลักที่ไม่ซ้ำกัน
ไมโครชิพทำงานด้วยเทคโนโลยี RFID แบบ Passive โดยไมโครชิพคุณสมบัติ ดังนี้
- ไม่มีแบตเตอรี่ ใช้งานได้ตลอดชีวิตของสัตว์
- ทำงานเฉพาะเมื่อมีเครื่องอ่านรหัสเข้ามาสแกน
- ไม่ส่งสัญญาณออกมาเอง ไม่รบกวนร่างกาย
- เก็บข้อมูลแบบถาวร ไม่สูญหายหรือเสียหาย
เมื่อเครื่องอ่านรหัสสแกนไมโครชิพ รหัส 15 หลักจะปรากฏขึ้น และสามารถค้นหาข้อมูลเจ้าของในฐานข้อมูลได้ทันที
การฝังไมโครชิพ เจ็บและอันตรายจริงหรือ?
1. การฝังไมโครชิพ สัตว์เลี้ยงจะเจ็บไหม?
การฝังไมโครชิพเจ็บเท่ากับการฉีดวัคซีนทั่วไป กระบวนการใช้เวลาเพียง 2-3 วินาที โดย
- ใช้เข็มพิเศษที่ออกแบบมาเฉพาะ
- ฝังที่ใต้ผิวหนังบริเวณหลังคอ ระหว่างไหล่ทั้งสองข้าง
- ไม่ต้องใช้ยาสลบหรือยาชา
- สัตว์สามารถกลับบ้านได้ทันทีหลังจากฝังไมโครชิพ
2. การฝังไมโครชิพ มีอันตรายหรือผลข้างเคียงหรือไม่?
การฝังไมโครชิพปลอดภัยมาก ผลข้างเคียงเกิดขึ้นน้อยกว่า 0.1% เนื่องจาก
- วัสดุไมโครชิพเป็นวัสดุที่ไม่ก่อการแพ้
- มีการใช้กันทั่วโลกมามากกว่า 30 ปี
- ได้รับการรับรองความปลอดภัยจาก FDA
- ผลข้างเคียงที่อาจเกิด: อาการบวมแดงเล็กน้อยตรงจุดฝัง ซึ่งจะหายได้เองใน 1-2 วัน
3. ไมโครชิพ คือ GPS Tracker หรือไม่?
ไมโครชิพไม่ใช่ GPS Tracker โดยแตกต่างกัน ดังนี้
ดังนั้น สำหรับเจ้าของที่ต้องการความสามารถในการติดตามตำแหน่งของสัตว์เลี้ยงได้แบบเรียลไทม์ ควรเลือกใช้ GPS Tracker สำหรับติดตามสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ (ซื้อได้ที่นี่) ซึ่งจะทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันบนมือถือครับ
ขั้นตอนการจดทะเบียนสุนัขและแมวในกรุงเทพมหานคร
กระบวนการจดทะเบียนมี 3 ขั้นตอนหลัก ที่เจ้าของต้องทำตามลำดับดังนี้
1. การฝังไมโครชิพและรับใบรับรอง (คลส. 1)
เจ้าของต้องนำสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์เพื่อฝังไมโครชิพ และรับใบรับรองจากคลินิก โดยการดำเนินการจะประกอบด้วย
- เลือกคลินิกสัตวแพทย์ที่มีไมโครชิพ
- สัตวแพทย์จะฝังไมโครชิพและตรวจสอบการทำงาน
- รับใบรับรอง คลส. 1 พร้อมหมายเลขไมโครชิพ
2. การยื่นคำขอจดทะเบียน (คลส. 2)
นำใบรับรองและเอกสารประกอบไปยื่นที่คลินิกสัตวแพทย์ของกรุงเทพมหานคร หรือ เขต โดยมีหลักฐานที่ต้องนำไปด้วยดังนี้
- แบบฟอร์ม คลส. 2 (แบบคำขอจดทะเบียน)
- ใบรับรอง คลส. 1 จากคลินิก
- เอกสารประจำตัว เช่น บัตรประจำตัวประชาชน และ ทะเบียนบ้านที่เลี้ยงสัตว์ ถ้าเป็นบ้านเช่าหรือห้องเช่า ต้องมีหนังสือยินยอมจากเจ้าของ
3. บัตรประจำตัวสัตว์ (คลส. 3)
หลังจากการขึ้นทะเบียนแล้ว เจ้าของจะได้รับบัตรประจำตัวสุนัข/แมว โดยบัตรจะระบุ
- หมายเลขไมโครชิพ
- ชื่อสัตว์เลี้ยง
- ข้อมูลสัตว์เลี้ยง
- ชื่อเจ้าของ
- ข้อมูลเจ้าของ
- ที่อยู่
รู้จัก 5 แบบฟอร์มสำคัญ (คลส. 1-5) ที่เจ้าของสุนัขและแมวใน กทม. ต้องใช้
แบบฟอร์มที่สำคัญ มี 5 ฟอร์ม ประกอบด้วย
แบบ คลส. 1: ใบรับรองการฝังไมโครชิพ
คือ “ใบรับรอง” ที่สัตวแพทย์จะออกให้หลังจากฝังไมโครชิพเสร็จ ข้อมูลสำคัญในแบบฟอร์มนี้
- หมายเลขไมโครชิพ 15 หลัก
- ข้อมูลใบอนุญาตและลายเซ็นสัตวแพทย์
- ข้อมูลคลินิก
- รายละเอียดเจ้าของสัตว์ (ชื่อ-สกุล, ที่อยู่, เบอร์ติดต่อ)
- รายละเอียดสัตว์เลี้ยง (ชื่อ, พันธุ์, อายุ, สี, เพศ)
ใบรับรองเป็นเอกสารที่จำเป็นสำหรับการลงทะเบียน
แบบ คลส. 2: แบบคำขอจดทะเบียนสุนัข/แมว
คือ “แบบฟอร์มเพื่อยื่นจดทะเบียน” ที่เจ้าของจะต้องกรอกเพื่อจดทะเบียน เอกสารประกอบที่ต้องแนบมีดังนี้
- ใบรับรอง คลส. 1 (จากคลินิก)
- สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของ
- สำเนาทะเบียนบ้านที่เลี้ยงสัตว์
- ใบรับรองการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า (ถ้ามี)
- หนังสือยินยอมจากผู้ให้เช่า (กรณีเป็นผู้เช่า)
แบบ คลส. 3: บัตรประจำตัวสุนัข/แมว
คือ “บัตรประจำตัวสัตว์เลี้ยง” ที่ออกโดยกรุงเทพมหานคร ข้อมูลที่ปรากฏบนบัตร
- หมายเลขไมโครชิพ
- ชื่อสัตว์เลี้ยงและชื่อเจ้าของ
- ที่อยู่ที่จดทะเบียนและเบอร์ติดต่อ
- วันที่จดทะเบียน
- รูปถ่ายสัตว์เลี้ยงและข้อมูลการระบุตัวสัตว์เลี้ยง
บัตรนี้เป็นหลักฐานประจำตัวสัตว์
แบบ คลส. 4: แบบคำขอเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ
คือแบบฟอร์มสำหรับ “อัปเดตข้อมูล” ใช้ในกรณีต่าง ๆ เหล่านี้:
- เปลี่ยนเจ้าของ (ขาย โอน หรือมอบให้คนอื่น)
- ย้ายที่อยู่ หรือเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์
- เปลี่ยนสาระสำคัญของสัตว์
- แจ้งสัตว์เลี้ยงสูญหาย หรือเสียชีวิต
- ขอบัตรใหม่ กรณีบัตรเดิมสูญหายหรือชำรุด
เอกสารประกอบขึ้นอยู่กับประเภทการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ เช่น บัตรประชาชนเจ้าของใหม่ (กรณีเปลี่ยนเจ้าของ) หรือทะเบียนบ้านใหม่ (กรณีย้ายที่อยู่)
แบบ คลส. 5: แบบแจ้งการเลี้ยงสัตว์เกินกว่าจำนวนที่กำหนด
คือแบบฟอร์มพิเศษสำหรับเจ้าของที่เลี้ยงสัตว์เกินจำนวนที่กำหนดมาก่อนแล้ว
ตัวอย่างกรณีที่ต้องใช้:
- เลี้ยงสุนัข 3 ตัวในคอนโด 80 ตร.ม. (ข้อบัญญัติอนุญาต 2 ตัว)
- เลี้ยงแมว 8 ตัวในบ้านขนาด 100 ตร.วา (ข้อบัญญัติอนุญาต 6 ตัว)
การยื่นแบบฟอร์มนี้ทำให้ผู้เลี้ยงได้เลี้ยงสัตว์ที่มีอยู่ต่อไปได้ แต่ห้ามเพิ่มจำนวนสัตว์ที่มีอยู่ในครอบครอง
สถานที่ให้บริการฝังไมโครชิพและจดทะเบียน สามารถทำได้ที่ไหนบ้าง?
ขั้นตอนที่ 1: การฝังไมโครชิพทำได้ที่ไหนบ้าง (ข้อมูลอัพเดต วันที่ 10 กันยายน 2568)
การฝังไมโครชิพสามารถฝังได้ที่สถานพยาบาลสัตว์
1. คลินิกสัตวแพทย์เอกชนที่มีบริการฝังไมโครชิพ
- คลินิกสัตวแพทย์ทั่วไป
- โรงพยาบาลสัตว์
- ค่าบริการ: 900-1,500 บาท (ขึ้นอยู่กับสถานที่)
2. โรงพยาบาลสัตว์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะมีบริการฝังไมโครชิพ
- คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
3. คลินิกสัตวแพทย์กรุงเทพมหานคร (ที่รับบริการฝังไมโครชิพฟรี)
8 คลินิกสัตวแพทย์ กทม ที่ให้บริการ ได้แก่
- คลินิกสัตวแพทย์ กทม. 1 สี่พระยา – เขตบางรัก โทร. 02-236-4055 ต่อ 213
- คลินิกสัตวแพทย์ กทม. 2 มีนบุรี – เขตมีนบุรี โทร. 02-914-5822
- คลินิกสัตวแพทย์ กทม. 3 วัดธาตุทอง – เขตวัฒนา โทร. 02-392-9278
- คลินิกสัตวแพทย์ กทม. 4 บางเขน – เขตจตุจักร โทร. 02-579-1342
- คลินิกสัตวแพทย์ กทม. 5 วัดหงส์รัตนาราม – เขตบางกอกใหญ่ โทร. 02-472-5895 ต่อ 109
- คลินิกสัตวแพทย์ กทม. 6 ช่วงนุชเนตร – เขตจอมทอง โทร. 02-476-6493 ต่อ 1104
- คลินิกสัตวแพทย์ กทม. 7 บางกอกน้อย – เขตบางกอกน้อย โทร. 02-411-2432
- กลุ่มควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า – เขตดินแดง โทร. 02-248-7417
ขั้นตอนที่ 2: การยื่นจดทะเบียนทำได้ที่ไหนบ้าง
สามารถยื่นจดทะเบียนได้ที่
- สำนักงานเขต (50 เขตทั่วกรุงเทพฯ)
ยื่นได้ที่สำนักงานเขตที่สัตว์เลี้ยงอาศัยอยู่
เวลาทำการ: วันจันทร์-ศุกร์ 8:30-16:30 น. - คลินิกสัตวแพทย์ กรุงเทพมหานคร
คลินิกสัตวแพทย์ กทม
ให้บริการทั้งฝังไมโครชิพและจดทะเบียน - สถานที่อื่นที่กรุงเทพมหานครกำหนด
หน่วยบริการเคลื่อนที่ในงานต่างๆ
ระบบออนไลน์ (อาจเปิดเพิ่มเติมในอนาคต)
5 ข้อดีในการฝังไมโครชิพและขึ้นทะเบียน
1. หลักฐานการเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยง
ไมโครชิพเป็นเครื่องมือ ในการยืนยันเจ้าของ ที่ดีกว่าปลอกคอหรือรูปถ่าย แต่อย่างไรก็ตาม การมี [ป้ายชื่อที่สลักเบอร์โทรศัพท์ไว้อย่างชัดเจน (ซื้อได้ที่นี่) ก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นวิธีที่เร็วที่สุดที่ผู้พบเห็นสามารถติดต่อเจ้าของได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เครื่องสแกนครับ
- ไมโครชิพมีรหัส 15 หลักไม่ซ้ำกัน
- ไม่สามารถลบหรือเปลี่ยนแปลงได้
- ใช้เป็นเลขสำหรับบันทึกในฐานข้อมูลกลาง
2. เพิ่มโอกาสในการตามหาสำหรับสัตว์พลัดหลง
สถิติจากต่างประเทศพบว่า สัตว์เลี้ยงที่มีไมโครชิพ:
- นำคืนเจ้าของได้ 95% (สุนัข) และ 74% (แมว)
- ใช้เวลาในการติดต่อเจ้าของเพียง 1-2 วัน
- เจ้าหน้าที่สามารสัตว์เลี้ยงตัวสุนัข แมว และเจ้าของ ได้อย่างรวดเร็ว
3. ใช้เป็นหลักฐานในการนำสัตว์เดินทางไปต่างประเทศ
ไมโครชิพเป็นหลักฐาน สำหรับการพาสัตว์เลี้ยงเดินทางต่างประเทศ:
- การทำ EU Pet Passport สัตว์เลี้ยงต้องมีการฝังไมโครชิพ
- ประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ บังคับให้สัตว์ที่นำเข้าประเทศต้องมีการฝังไมโครชิพ
- ลดขั้นตอนการกักกันและตรวจสอบได้ในหลายประเทศ
4. ป้องกันการถูกขโมยและการค้าสัตว์ผิดกฎหมาย
ไมโครชิพช่วยป้องกันการขโมย และค้าสัตว์ผิดกฎหมาย เนื่องจาก
- ไม่สามารถถอดออกได้เหมือนปลอกคอ
- ระบุเจ้าของได้อย่างรวดเร็ว
- ข้อมูลประวัติสัตว์ตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว
5. ใช้เป็นข้อมูลในด้านสาธารณสุขและการควบคุมโรค
ระบบทะเบียนช่วยในการ:
- ติดตามประวัติการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า
- ใช้เป็นข้อมูลในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคสัตว์สู่คน
- ใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนนโยบายสาธารณสุขด้านสัตว์เลี้ยง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฝังไมโครชิพ (FAQ)
Q1: ต้องฝังไมโครชิพตอนสัตว์เลี้ยงอายุเท่าไหร่?
A: สามารถฝังไมโครชิพได้ตั้งแต่อายุ 6-8 สัปดาห์ หรือตั้งแต่น้ำหนักประมาณ 500 กรัมขึ้นไป โดยฝังไมโครชิพ:
- ภายใน 120 วัน นับจากวันเกิด (ประมาณ 4 เดือน)
- ภายใน 30 วัน หากนำมาเลี้ยงใหม่
หมายเหตุ: ควรฝังไมโครชิพพร้อมกับการฉีดวัคซีนครั้งสุดท้าย เพื่อลดความเครียดให้สัตว์เลี้ยง
Q2: ถ้าเราย้ายบ้านหรือเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ต้องทำอย่างไร?
A: ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงโดยใช้แบบฟอร์ม คลส. 4 ภายใน 30 วันหลังจากเปลี่ยนแปลง:
ขั้นตอนการแจ้งเปลี่ยนแปลง:
- กรอกแบบฟอร์ม คลส. 4 (แบบคำขอเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ)
- แนบเอกสารประกอบ:
- ทะเบียนบ้านใหม่ (กรณีย้ายบ้าน)
- หลักฐานการเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์
- บัตรประจำตัวสุนัข/แมวเดิม
- ยื่นที่สำนักงานเขตหรือคลินิกสัตวแพทย์ ของกรุงเทพมหานคร
⚠️ หมายเหตุ: หากไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลง อาจทำให้ติดต่อเจ้าของไม่ได้เมื่อสัตว์เลี้ยงพลัดหลง
Q3: แบตเตอรี่ของไมโครชิพมีวันหมดอายุไหม?
A: ไมโครชิพไม่มีแบตเตอรี่ จึงไม่มีวันหมดอายุ ใช้งานได้ตลอดชีวิตสัตว์เลี้ยง:
- เทคโนโลยี RFID Passive: ไม่ต้องการพลังงานจากแบตเตอรี่
- วัสดุทนทาน: ออกแบบให้อยู่ในร่างกายได้ 15-20 ปี
- ไม่ต้องบำรุงรักษา: ไม่ต้องเปลี่ยนหรือชาร์จแบตเตอรี่
Q3: สุนัขพันธุ์ดุร้ายอย่างพิทบูลต้องมีข้อปฏิบัติพิเศษหรือไม่?
A: ใช่ สุนัขพิทบูลจัดอยู่ในประเภท “สุนัขควบคุมพิเศษ” มีข้อกำหนดเพิ่มเติม:
สุนัขควบคุมพิเศษตามกฎหมาย มี 6 สายพันธุ์ ดังนี้
- พิทบูลเทอร์เรีย (Pit Bull Terrier)
- บูลเทอร์เรีย (Bull Terrier)
- สแตฟฟอร์ดเชอร์ บูลเทอร์เรีย (Staffordshire Bull Terrier)
- ร็อตไวเลอร์ (Rottweiler)
- ฟิล่า บราซิเลียโร (Fila Brasileiro)
ข้อปฏิบัติพิเศษเมื่อออกจากบ้าน:
- ใส่อุปกรณ์ครอบปาก ตลอดเวลา
- ใช้สายจูงที่มั่นคงแข็งแรง (เช่น เชือกจูงไนลอนแบบหนาสำหรับสุนัขขนาดกลาง-ใหญ่ (ซื้อได้ที่นี่) ที่ออกแบบมาเพื่อความทนทาน)
- จับสายจูงห่างจากคอไม่เกิน 50 เซนติเมตร
- ต้องมีผู้ควบคุม
หมายเหตุ: สุนัขที่มีประวัติทำร้ายคนหรือพยายามทำร้ายคน ต้องแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเปลี่ยนสถานะเป็น “สุนัขควบคุมพิเศษ”
สรุป: ก้าวแรกสู่การเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่มีความรับผิดชอบ
การฝังไมโครชิพและจดทะเบียนสุนัข-แมวไม่ใช่เพียงแค่การปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เป็นการแสดงความรักและความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยงอย่างแท้จริง
ขั้นตอนสำคัญ: ฝังไมโครชิพ → รับใบรับรอง ( คลส. 1 )→ ยื่นจดทะเบียนด้วย คลส. 2 → รับบัตรประจำตัว คลส. 3
กรุงเทพมหานครเปิดให้บริการฟรีที่คลินิกสัตวแพทย์ 8 แห่ง
เมื่อขึ้นทะเบียนแล้ว เจ้าของจะมีหลักฐานยืนยันตัวตนสัตว์เลี้ยง และสัตว์เลี้ยงมีโอกาสตามหาพบได้ง่าย
บทความน่าสนใจของ DEEMMI: 7 วิธีปั้นความสุขให้น้องหมาในวันฝนตกและอากาศหนาวเย็น
ให้บริการค้นหาสถานที่ Pet Friendly, โรงพยาบาลสัตว์, บริการขนส่งสัตว์เลี้ยง, อาบน้ำตัดขน และที่พักสัตว์เลี้ยง พร้อมโปรโมชันและกิจกรรมรับ Pet Tag ฟรี สำหรับเพิ่มความปลอดภัยให้กับสัตว์เลี้ยงของคุณ